neizod's speculation

insufficient data for meaningful answer

จักรวาลวิทยาและความตาย: YOLO

Thursday, August 13, 2015, 05:50 AM

YOLO เป็นสแลงของวัยรุ่นในแถบประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ มันย่อมาจากประโยคที่บอกว่า you only live once ที่แปลว่า “คุณมีชีวิตอยู่แค่ครั้งเดียว” ดังนั้นจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ น่าเสียดายว่าหลายคนเอาไปใช้ในทางที่สุดโต่งอย่างการทำผิดกฎหมาย ทำให้คำนี้โดนมองในแง่ลบอย่างหนัก ต่างไปจากวลี carpe diem ในภาษาละตินที่แปลว่า “จงฉกฉวยชั่นขณะนี้ไว้” มันเป็นคำประพันธ์โบราณโดย Horace เมื่อกว่าสองพันปีก่อน และได้รับการเผยแพร่ซ้ำผ่านหนังขึ้นหิ้งอย่าง Dead Poet Society ทำให้วลีนี้ดูสุขุมนุ่มลึกกว่าคำข้างต้นที่เป็นได้เพียงสบถของพวกนอกคอก

แต่บทความนี้ไม่ได้มาเจาะลึกเรื่องทางประวัติศาสตร์ สังคม หรือแม้กระทั่งความหมายของคำนั้นหรอกครับ

เพราะสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือแนวคิดที่แฝงไว้ว่า “ชีวิตนี้มีแค่ครั้งเดียว”

หลายคนอาจจะรู้สึกว่าแนวคิดเช่นนี้เป็นสิ่งแปลกประหลาด ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะแทบทุกศาสนาบนโลก ต่างพูดเรื่องนี้ในทางตรงกันข้ามว่า “ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกหลักความตาย” เช่น แนวคิดเรื่องสวรรค์และนรก แนวคิดการเวียนว่ายตายเกิด

จุดที่ทำให้ศาสนาต่างๆ สร้างความเชื่อเช่นนั้นได้แม้ร่างกายจะสูญสิ้นไป ก็ด้วยแนวคิดที่ว่าร่างกายนั้นประกอบขึ้นมาจากสิ่งของในโลกนี้อย่างกระดูกเลือดเนื้อ และสิ่งของในโลกอื่นอย่างวิญญาณ (soul) ซึ่งหากมันรวมอยู่กับร่างกายแล้วจะช่วยให้มีชีวิต มีความคิด มีความรู้สึก แต่หากแยกออกจากกันก็จะทำให้ร่างกายนั้นตายไป

พูดง่ายๆ ว่าวิญญาณนั้นอยู่ในมิติอื่นที่เราไม่สามารถสังเกตได้นั่นเอง

และแน่นอนว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่วิทยาศาสตร์จะพยายามสังเกตวิญญาณให้ได้ ศาสนาก็จะหลบเลี่ยงไปอธิบายวิญญาณในรูปแบบอื่นแทน ดังนั้นบทความนี้จะยังไม่มาเล่นวิ่งไล่จับกัน แต่จะฟันธงไปก่อนเลยว่าวิญญาณนั้นไม่มี เพื่อที่จะได้สำรวจความคิดที่งอกเงยขึ้นมาอย่างเต็มที่

เมื่อเราปฏิเสธเรื่องวิญญาณไปแล้ว จะเห็นได้ว่าส่วนที่เหลือก็ง่ายทันที ความรู้สึกนึกคิด ความฝัน ความตระหนักในตัวตน (self-awareness) ต่างเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในสมองทั้งนั้น เมื่อสมองหยุดทำงานลง ก็หมายถึงความตายที่เราคุ้นเคยกันดี

แต่ความตายนั้นเป็นจุดจบจริงหรือ?

แบบจำลองจักรวาลที่ได้รับการยอมรับอย่างมากที่สุด ณ ขณะนี้ เสนอว่าจักรวาลนั้นมีจุดกำเนิด (big bang) เมื่อสิบสี่พันล้านปีที่แล้ว และขยายตัวมาเรื่อยๆ ด้วยอัตราเร่งที่สูงอย่างน่าใจหายถึงทุกวันนี้

หากจักรวาลยังคงขยายตัวเช่นนี้ต่อไป แรงโน้มถ่วงจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ท้ายที่สุดแล้วจักรวาลจะเย็นตัวลงเพราะไม่เหลือแหล่งพลังงานอีกต่อไป ดาวทั้งหลายดับสิ้นไปจนมีแต่ความมืดมิดปกคลุมทุกหนแห่ง ช่วงเวลาดังกล่าวจะยาวนานตราบชั่วนิจนิรันดร์และไม่มีวันย้อนกลับ

เมื่อนั้นแหละ ที่ความตายได้กลายเป็นจุดจบอย่างแท้จริง สำหรับชีวิตที่มีโอกาสเพียงแค่หนึ่งครั้ง