neizod's speculation

insufficient data for meaningful answer

Fantastic Beasts and Where to Find Them

Wednesday, November 23, 2016, 08:50 PM

ออกตัวก่อนว่าไม่ได้เป็นแฟนนิยายแฮร์รี่ พอตเตอร์ แม้ว่าจะไล่อ่านหนังสือจนครบทุกเล่มก็ตามที (ก็เผลออ่านเล่มแรกไปแล้วทำไงได้ 555)

พบว่าเล่มที่สนุกๆ หน่อยก็มีแค่เล่มหนึ่งกับเล่มสาม ซึ่งเป็นช่วงที่แฮร์รี่เพิ่งก้าวเข้ามาทำความรู้จักกับสิ่งใหม่ๆ ในโลกเวทย์มนต์นั่นเอง

ส่วนเล่มอื่นๆ บางเล่มก็ถือว่าธรรมดา (อาจจะเป็นเพราะว่าเจเคพยายามเข็นเล่มใหม่ๆ ให้ออกมาได้ทุกปีมั้ง – แม้ว่าเล่มหลังๆ จะทิ้งช่วงนานขึ้นก็ตาม) หรือบางเล่มก็เข้าขั้นไม่สมเหตุสมผลจนหมดความน่าอ่านไปเลย

ที่บอกว่าไม่สมเหตุสมผลนั้นคงเป็นผลพวงมาจากธรรมชาติของนิยายจำพวก sci-fi / fantasy นี่แหละ เนื่องจากต้องมีการนำเสนอแนวคิดที่แปลกใหม่ (เช่น คาถาต่างๆ ในเรื่องนี้) มาเพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนโครงเรื่องให้ดำเนินไปได้

ทีนี้ ถ้าเป็นนิยายที่รัดกุมหน่อย คนเขียนก็จะพยายามแนะนำแนวคิดใหม่แค่แนวคิดเดียว แต่สำรวจความเป็นไปได้ต่างๆ ของแนวคิดนั้นอย่างละเอียด และมีบทคลายปมที่หักมุมอย่างคาดไม่ถึง อย่างเช่นเรื่อง The Girl Who Leapt Through Time ที่ให้นางเอกในวัยสาวม.ปลาย บังเอิญมีความสามารถในการย้อนเวลาได้ จึงใช้ความสามารถนี้อย่างพร่ำเพรื่อกับเหตุการณ์ทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวัน จนสุดท้ายก็ไม่สามารถย้อนเวลาได้อีกเมื่อถึงต้องเผชิญหน้ากับเรื่องสำคัญอย่างความเป็นความตาย

พอย้อนกลับมาดูที่แฮร์รี่แล้ว จะเห็นว่าคนเขียนทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการ play safe ข้างต้นเลย คือแนะนำแนวคิดแปลกใหม่มากมายเต็มไปหมด แค่เล่มแรกก็มีคาถาเป็นสิบคาถาแล้ว ซึ่ง ณ จุดนั้นก็พอเข้าใจได้อยู่ว่าพวกเขาเพิ่งเริ่มหัดท่องเวทย์กัน อาจจะไม่ได้ร่ายคาถาคล่องจนเหมือนเป็นเรื่องปรกติในชีวิตก็ได้

แต่พอเข้าเล่มหลังๆ นี่เริ่มไม่ใช่ละ ตัวละครเด็กๆ ไม่ค่อยใช้เวทย์ยังไม่เท่าไหร่ แต่พวกพ่อมดแม่มดผู้ใหญ่นี่เหมือนกับลืมวิธีร่ายเวทย์กันไปหมด แทนที่จะเลือกคาถาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ก็ดันใช้แต่คาถาพื้นๆ หรือไม่งั้นก็ลงมือลงแรงแบบไม่ต้องมีคาถาซะงั้น

เอาง่ายๆ ว่าสมมติให้โลกพ่อมดแม่มดมีเวทย์มนต์คาถาได้แค่อย่างเดียว โลกนี้ก็น่าจะเปลี่ยนไปจนแทบคาดไม่ถึงแล้ว เช่น ถ้ามีแต่คาถาเรียกสิ่งของ (Accio) พ่อมดแม่มดก็น่าจะกลายเป็นพวกติดเตียงติดโซฟากันไปแล้วนะ อยากอ่านหนังสือเหรอ? “แอ๊กซิโอหนังสือ” หิวแล้ว? “แอ๊กซิโอขนมปัง” อยากเล่นดนตรี? “แอ๊กซิโอกีตาร์” คือก็ใช้คาถานี้เข้าไปสิ นั่งๆ นอนๆ ได้ทั้งวันสบายตัวดีออก จะลุกเดินไปมาทำไม?

ซึ่งแฮร์รี่ก็ได้นำเสนอคาถาพวกนี้เป็นสิบเป็นร้อย น่าจะเอามาประยุกต์ผสมกันจนเกิดอะไรเหลือเชื่อเหนือจินตนาการขึ้นมาได้ แต่กลับกลายเป็นว่าพวกพ่อมดแม่มดก็ไม่ได้มีวิถีชีวิตต่างไปจากคนไร้เวทย์ซักเท่าไหร่เลย

หรือกับเรื่องที่โคตรไม่ make sense อย่างการมีคาถาปลดอาวุธ แล้วทำไมถึงไม่มีคาถารวมร่างกับอาวุธบ้าง? (อย่างน้อยมีเชือกคล้องมือกับไม้กายสิทธิ์ก็ยังดี) มีคาถารุนแรงเสกทีเดียวถึงตาย แล้วทำไมพวกมือปราบพ่อมดระดับสูงๆ ถึงไม่มีชุดเกราะป้องกันคาถานี้?

รายละเอียดพวกนี้มันคงยิบย่อยมากมายเกินกว่าที่คนเขียนคนเดียวจะคิดทบทวนจนครบ ต้องอาศัยเวลาและผู้คนที่สนใจเรื่องนี้อย่างมหาศาลในการทบทวนความสมเหตุสมผลของเรื่องราว

อย่างเช่นเรื่อง Star Trek ที่เล่าเกี่ยวกับยานสำรวจอวกาศในอนาคต ในซีรียส์ตอนเก่าๆ นั้นเก้าอี้ของกับตันเป็นเก้าอี้แบบโซฟา เวลายานยิงกันไปมาก็มีเอฟเฟ็คกระเด็นตกเก้าอี้ เพิ่งจะมาแก้ไขให้มัน make sense โดยเพิ่มเข็มขัดนิรภัยในหนังไม่กี่ภาคที่ผ่านมานี่เอง


บ่นมาตั้งนานเหมือนแฮร์รี่จะไม่มีอะไรดีเลย แต่อย่างน้อยเนื้อเรื่องต้นฉบับก็ยังลากเส้นแบ่งต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน ว่าแบบไหนคือพ่อมด แบบไหนคือคนไร้เวทย์

ซึ่งสิ่งนี้โดนทำลายไปจนหมดในสัตว์มหัศจรรย์

เราจะตรวจสอบได้ยังไงหละว่าสัตว์ตัวนี้คือสัตว์วิเศษ? มันร่ายเวทย์ได้เพียงตัวเดียวในขณะที่เพื่อนๆ ของมันเป็นสัตว์ธรรมดางั้นหรือ? (ในทำนองเดียวกับมนุษย์ที่มีเพียงหนึ่งสปีชีส์ แต่ยังแบ่งย่อยได้อีกเป็นพ่อมด-ไร้เวทย์)

หรือว่าสัตว์แบบนั้นทั้งสปีชีส์เลยที่มีพลังวิเศษ และต้องถูกนับว่าเป็นสัตว์มหัศจรรย์?

สัตว์มหัศจรรย์บางตัวก็แสดงออกมาว่ามีพลังวิเศษจริงๆ เช่น สามารถขยายร่างกายไปจนใหญ่โตมโหฬารเท่าบ้านได้ และในอีกไม่กี่อึดใจก็ย่อขนาดตัวเองลงมาอยู่ในกาน้ำชา

แต่สัตว์มหัศจรรย์บางตัว ก็ไม่ได้ดูแปลกแยกแตกต่างไปจากสัตว์ทั่วไปเท่าไหร่เลย เช่นตั๊กแตนตำข้าวที่มีความสามารถเพิ่มขึ้นมาคือการะเดาะกุญแจ

หรือสัตว์มหัศจรรย์อีกบางตัว ก็เหมือนว่ามันจะมีเพียงแค่หน้าตารูปร่างไม่เหมือนสัตว์ตัวไหนที่เราเคยเห็นแค่นั้นเอง

แล้วถ้าสัตว์มหัศจรรย์ตัวนั้น โดนค้นพบโดยมนุษย์ที่ไร้เวทย์ก่อนหละ มันจะยังถือว่าเป็นสัตว์มหัศจรรย์อยู่หรือเปล่า?

คำถามเหล่านี้ไม่ได้ถูกตอบเลยในหนังที่ยาวกว่าสองชั่วโมง

ทำให้เรามองได้อีกมุมว่า การจะจำแนกให้สัตว์ชนิดใดเป็นสัตว์วิเศษหรือไม่ กลับกลายเป็นหน้าที่ของคนทั่วไปที่ไร้เวทย์มนต์ซะอย่างนั้น

ซึ่งก็ดูตลกอยู่ไม่น้อยเลย


โอเค ถ้าตัดประเด็นความสงสัยข้างต้นแล้วเคลิ้มๆ ไปกับมันได้ ก็จะพบว่าหนังไม่ได้แย่เท่าไหร่ เอฟเฟ็คสวย บทลื่นไหน ตัวละครมีเสน่ห์

แต่ฉากที่ดีที่สุดในเรื่อง น่าจะเป็นเพียงแค่ฉากธรรมดาๆ ที่ไม่ต้องพึ่งพาเวทย์มนต์แต่อย่างใด อย่างการบอกลากันตอนสุดท้ายที่ท่าเรือของเด็กเด๋อทั้งสองคนนั่นแหละ

จนแอบคิดไปเองว่า เรื่องนี้มองเวทย์มนต์เป็นเพียงแค่องค์ประกอบเสริม เพื่อส่งให้ภาพที่ได้น่าตื่นตาตื่นใจเท่านั้น

ไม่ต่างไปจากฉากหลังสวยๆ เวลาถ่ายรูปแต่อย่างใด

Originally posted on: Facebook