neizod's speculation

insufficient data for meaningful answer

ข้อความไบเบิลนำใจ

Sunday, November 10, 2019, 09:05 PM

แม้จะไม่ใช่คริสต์ศาสนิกชน แต่ด้วยความที่อยู่โรงเรียนคริสต์มาตั้งแต่ชั้นประถมต้นเรื่อยมาจวบจนจบมัธยมปลาย ก็ทำให้มีโอกาสได้อ่านนิยายไบเบิลมาบ้าง เข้าโบสถ์ฟังสรุปคำสอนมาบ้าง แม้ภาพรวมแล้วจะไม่เคยมีความศรัทธา แต่ก็พบว่าข้อความหลายตอนในนั้นก็เป็นคำสอนที่มีคุณค่าในตัวไม่น้อยเลย

การที่จะเข้าใจไบเบิลได้นั้น ต้องเข้าใจก่อนว่าตัวคัมภีร์มีผู้เขียนด้วยกันหลายคนในหลายช่วงเวลาแตกต่างกัน ซึ่งความดีงามในแง่งานเขียนก็คือการแยกบันทึกเล่มย่อยๆ เหล่านั้นออกตามผู้เขียนและบริบท ไม่ได้เป็นการร้อยเรียงลำดับเรื่องราวให้ต่อเนื่องกันแต่อย่างใด แม้จะทำให้อ่านยากขึ้นมาบ้างเพราะเหมือนได้อ่านเรื่องเดิมซ้ำๆ แต่ก็ทำให้สามารถศึกษามุมมองของผู้เขียนแต่ละคนบนเหตุการณ์เดียวกันได้ ผู้เขียนบันทึกที่สำคัญๆ ก็เช่น โมเสส (Moses, 1273 BC) ซาโลมอน (Solomon, 932 BC) เปาโล (Paul, 64 AD)

และเนื่องจากการมีผู้เขียนจำนวนมาก มีการชำระแก้ไขคำพูดหลายครั้ง มีการแปลเป็นภาษาต่างๆ น่าจะครบทุกภาษาหลักบนโลก เพื่อให้เข้าใจตรงกันเมื่อต้องการอ้างอิงเนื้อหาแต่ละส่วนในไบเบิล จะอ้างจากชื่อเล่มย่อย ตามด้วยเลขบท แล้วจบด้วยเลขวรรค เช่น 2 ทิโมธี 3:16 ก็จะหมายถึง จดหมายฉบับที่ 2 ของเปาโลที่เขียนถึงทิโมธี บทที่ 3 วรรคที่ 16

ถึงแม้เราจะชอบวิธีการแยกเล่มตามผู้เขียนและระบบอ้างอิงแบบดังกล่าว แต่ด้วยความที่เราไม่ได้เข้มข้นกับตัวคัมภีร์มากนัก เราจึงมักจดจำข้อความต่างๆ เป็นประโยคเสียมากกว่า

ซึ่งข้อความที่เรามักนึกถึงบ่อยๆ จนเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ช่วยชี้นำทางเรา น่าจะมีดังต่อไปนี้

ความรักนั้นก็อดทนนานและกระทำคุณให้

ความรักนั้นก็อดทนนานและกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด แต่ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ และทนต่อทุกอย่าง

1 โครินธ์ 13:4-7

น่าจะเป็นข้อความที่เรานึกถึงบ่อยที่สุดแล้ว ซึ่งสรุปมุมมองต่อเรื่องความรักได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

มิใช่ว่าข้าพเจ้าสำเร็จแล้ว แต่กำลังบากบั่นมุ่งไป

มิใช่ว่าข้าพเจ้าได้แล้ว หรือสำเร็จแล้ว แต่ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไป เพื่อข้าพเจ้าจะได้ฉวยเอาไว้เป็นของตน อย่างที่พรเยซูคริสต์ได้ทรงฉวยข้าพเจ้าไว้เป็นของพระองค์แล้ว ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพื้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลัชัย เพื่อจะได้รับรางวัล ซึ่งในพระเยซูคริสต์พระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้องบนให้เราไปรับ

ฟีลิปปี 3:12-14

จากที่ปรกติเป็นคนบ้าความสมบูรณ์แบบเวลาทำอะไรซักอย่างอยู่แล้ว พอเจอบทนี้เข้าไปถึงได้ซึ้งใจเลยว่า ไม่ว่าจะทำได้ดีแค่ไหนก็ไม่มีทางสมบูรณ์แบบได้นะ … แต่ถ้าถามว่าจะเลิก aiming for perfection มั้ย? ก็ตอบเลยว่าไม่ นั่งก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างถึงที่สุดต่อไปนั่นแหละ 555

เราทำสิ่งสารพัดได้ไม่มีใครห้าม แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งจะเป็นประโยชน์

เราทำสิ่งสารพัดได้ไม่มีใครห้าม แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่จะทำได้นั้นเป็นประโยชน์ เราทำสิ่งสารพัดได้ไม่มีใครห้าม แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่จะทำให้เจริญขึ้น อย่าให้ผู้ใดเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่น

1 โครินธ์ 10:23-24

เตือนใจได้ดีเวลาที่อยู่ๆ ก็อยากทำอะไรซักอย่างขึ้นมากระทันหัน ช่วยให้เราได้หยุดคิดได้ว่าสิ่งที่กำลังจะทำนั้นดีจริงๆ หรือเปล่า หากทำลงไปแล้วจะมีใครเจ็บตัวหรือไม่ คุ้มค่ากันมั้ยที่จะเลือกเส้นทางนี้

ใครตบแก้มของท่านข้างหนึ่ง จงหันอีกข้างหนึ่งให้เขาด้วย

แต่เราบอกพวกท่านที่กำลังฟังอยู่ว่า จงรักศัตรูของท่าน จงทำดีกับคนที่เกลียดชังท่าน จงอวยพรแก่คนที่แช่งด่าท่าน จงอธิษฐานเผื่อคนที่ทำร้ายท่าน ใครตบแก้มของท่านข้างหนึ่ง จงหันอีกข้างหนึ่งให้เขาด้วย ใครเอาเสื้อคลุมของท่านไป ถ้าเขาจะเอาเสื้อด้วยก็อย่าหวง จงให้แก่ทุกคนที่ขอจากท่าน และถ้าใครเอาสิ่งของของท่านไป ก็อย่าทวงคืน จงปฏิบัติต่อคนอื่นเหมือนอย่างที่พวกท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน

ลูกา 6:27-31

บทนี้ดูเผินๆ เหมือนจะสอนให้เป็นคนใจกว้างยอมคน ใครคิดร้ายอยากทำไม่ดีต่อเราก็ให้เขาทำไป แต่เราว่าหัวใจหลักจริงๆ แล้วอยู่ที่ประโยคสุดท้าย ที่สอนให้รู้จักเข้าอกเข้าใจผู้อื่น อย่าไปทำในสิ่งที่ไม่อยากโดนกระทำเสียเองต่างหาก

จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ที่ทรงเรียกท่านก็เพื่อให้มีเสรีภาพ อย่าเอาเสรีภาพของท่านเป็นช่องทางที่จะปล่อยตัวไปตามเนื้อหนัง แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด เพราะว่าธรรมบัญญัติทั้งสิ้นนั้นสรุปได้เป็นคำเดียว คือว่า จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง แต่ถ้าท่านกัดและกินเนื้อกันและกัน จงระวังให้ดี เกรงว่าจะย่อยยับไปตามๆกัน

กาลาเทีย 5:13-15

และคำว่าเพื่อนบ้านในที่นี้ ก็ไม่ควรเป็นเพียงเฉพาะคนที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงเท่านั้น แต่ควรหมายรวมถึงคนอื่นๆ รอบตัวเราทุกคนเลยทีเดียว