วงแหวนเว็บ

neizod's speculation

insufficient data for meaningful answer

ความว่างเปล่าของเมืองหลวง

Saturday, September 9, 2023, 09:29 AM

เมื่อพูดถึงเมืองหลวง หรือแม้กระทั่งหัวเมืองขนาดใหญ่ของแต่ละประเทศ มันคงเป็นไปไม่ได้ที่เลยเราจะไม่นึกถึงความวุ่นวายจอแจ กับผู้คนจำนวนมหาศาลที่เดินกันขวักไขว่แทบเรียกได้ว่าไหล่ชนกัน ตั้งแต่ปารีสที่ผู้คนหยิบไวน์ออกมานั่งปิกนิกหน้าหอไอเฟล ผู้คนที่รอชมแมวยักษ์บนจอสามมิติที่ใจกลางกรุงโตเกียว การนั่งจิบกาแฟพร้อมฟังดนตรีสดที่จัตุรัสประจำเมืองเวนิส คิวแถวร้านอาหารดาวมิชลินที่ยาวล้นออกมาข้างถนนที่สิงคโปร์ หรือแม้กระทั่งกรุงเทพที่ใครหลายคนแวะมาพักผ่อนและออกกำลังกายที่สวนจตุจักร

… แต่กับปักกิ่งแล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

ไม่ ไม่ได้หมายถึงการที่รถจะไม่ติดในชั่วโมงเร่งด่วน หรือว่าสถานที่ท่องเที่ยวจะไม่มีคนพลุกพล่าน ทั้งสองเรื่องนั้นคือสิ่งปรกติอยู่แล้วไม่ว่ากับเมืองไหนๆ

แต่ความว่างเปล่าของปักกิ่งที่สะท้อนออกมาอย่างรุนแรง ก็คือความว่างเปล่าของการ “ใช้ชีวิต” ของผู้คนที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่แห่งนี้

แม้ว่าปักกิ่งจะเป็นเมืองที่มีประชากรมากติดอันดับต้นๆ ของโลก แต่ด้วยพื้นที่อันกว้างใหญ่ของมัน (จนอาจถึงขั้นเรียกได้ว่า กว้างใหญ่เกินไป) ก็ทำให้เมื่อหารเฉลี่ยแล้วจำนวนประชากรต่อพื้นที่นั้นเบาบางจนน่าตกใจ … มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะพบว่าตัวเองเดินอยู่บนทางเท้าเพียงคนเดียว แม้ว่าจะเป็นห้วงเวลายามเย็นที่ควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งการพบปะสังสรรค์หลังเลิกงานก็ตาม

ซึ่งเราคาดเดาว่านั่นอาจจะเกิดจากหลายเหตุปัจจัยรวมกัน ตั้งแต่

ความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยอย่างสุดขีดของคนจีน จนเกิดเป็นข้อจำกัดด้านความสูงของอาคารย่านใจกลางเมืองที่ต้องห้ามสูงเกินพระราชวังเก่า และส่งผลให้เมืองต้องเติบโตตามแนวราบจนมากเกินไปในบริเวณดังกล่าว

ถัดมาคือการออกแบบถนนสำหรับรถยนต์เป็นใหญ่ ด้วยการมีถนนไฮเวย์วงแหวนมากถึง 6 วง โดยทั้งสองข้างทางนั้นเป็นแนวป่าปลูกคั่นระหว่างถนนกับเมืองไปตลอด จนทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนถูกตัดขาดจากความเป็นตัวเมือง

การออกแบบอาคารที่เน้นความยิ่งใหญ่อลังการแต่กลับไร้ซึ่งรายละเอียดที่จำเป็น อาคารขนาดยักษ์แต่ละหลังแทบจะมีประตูทางเข้าคือประตูหน้าแค่ประตูเดียว ซึ่งก็คือจะไม่มีร้านค้าที่ชั้นล่างสุดของอาคารที่หันออกมาค้าขายกับผู้คนบนฟุตบาทซักเท่าไหร่ … แถมอาคารอีกไม่น้อยก็ดันมีรั้วรอบขอบชิดเป็นกำแพงทึบปิดสนิทที่สูงเกินระดับสายตาอีกด้วย

ที่ดินราคาแพง และการเก็งกำไรอหังสาริมทรัพย์ ที่บีบให้ผู้คนไม่สามารถ “อยู่อาศัย” อย่างแท้จริงภายในตัวเมืองได้ ต้องย้ายออกไปยังชานเมืองและฝ่าฟันกับสภาพการจราจรอันแสนสาหัสวันละสองเวลา จนไม่เหลือเวลาให้ได้ออกมาใช้ชีวิตอีกต่อไป (ซึ่งจะเกี่ยวพันกับการล่มสลายของตลาดอหังสาฯ ในจีนในภายภาคหน้า)

การมาถึงของโควิด สังคมไร้เงินสด และบริการเดลิเวอรี่ที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด ก็ทำให้ผู้คนออกมาพบหน้าคร่าตากันน้อยลง ตั้งแต่สวนสาธารณะที่มีคนใช้นับนิ้วได้ ไปจนถึงร้านอาหารที่ไม่ต้องต่อคิวรอโต๊ะอีกต่อไป จึงทำให้พูดได้จริงๆ ว่าปักกิ่งนั้นกลายเป็นเมืองว่างเปล่าไปแล้ว ณ ตอนนี้

พอมาลองนั่งไล่ๆ เหตุผลได้ประมาณนี้ดูก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ จะเอาอะไรมากกับเมืองที่ขนาดดอกไม้ข้างทางยังเป็นดอกไม้ปลอมเลย เนอะ

Originally published on: Facebook

neizod

author